ประวัติจังหวัดภูเก็ต
ภูเก็ตปรากฏชื่อในปี พ.ศ. 700 บันทึกโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกชื่อ ปโตเลมี ซึ่งเป็นนักสำรวจ แผ่นดินทั่วโลก โดยกล่าวถึงเกาะใหญ่ทางทิศตะวันตกขอแหลมมาลายูและเรียกชื่อว่า จังซีลอน (JUNK CEYLON) พร้อมทั้งเขียนแผนที่และหมู่เกาะแถบนั้น เกาะภูเก็ตหรือเกาะถลาง ได้รับการบันทึกต่อมาว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งมีศูนย์กลาง อำนาจที่เมืองไชยาและอาณาจักศรีธรรมนคร มีศูนย์กลางอำนาจที่นครศรีธรรมราช จนมาถึงอาณาจักรสุโขทัยและ อยุธยาตามลำดับ
                ในปี พ.ศ. 2169 (371 ปี) พระเจ้าทรงธรรมในสมัยอยุธยาเป็นราชธานี ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ ชาวฮอลันดาสร้างสถานีรับซื้อแร่ดีบุกที่เกาะถลาง ในปี พ.ศ. 2228 (312 ปี) สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ทำสนธิสัญญาค้าขายกับฝรั่งเศสและใน สัญญาได้ระบุให้ฝรั่งเศสตั้งคลังและสถานีรับซื้อแร่ดีบุกที่เกาะถลางโดยให้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว

ภูเก็ตในอดีต


               ในปี พ.ศ. 2328 (212 ปี) สมัยรัชกาลที่ 1 ก่อนหน้านี้เกาะถลางได้พัฒนาการปกครองมาเป็นระบบ เจ้าเมือง ในปีนี้เองได้เกิดศึกสงครามขึ้น ระหว่างไทยกับพม่า เรียกว่าสงครามเก้าทัพ ทัพทางใต้ของพม่าได้ยกพล มาตีเมืองถลาง ในเวลานั้นพระยาพิมล (ขัน) เจ้าเมืองถลาง ได้เกิดล้มป่วยหนักและเสียชีวิต ภรรยาเจ้าเมืองคือ ท่านผู้หญิงจันและคุณมุกน้องสาว ได้ร่วมมือกับกรมการเมืองต่อสู้กับพม่าจนพม่าถอยทัพกลับไปในวันที่ 13 มีนาคม 2328 ท่านผู้หญิงจันได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ท้าวเทพกระษัตรี และคุณมุกได้เป็น ท้าวศรีสุนทร ในสมัย นี้ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ชาวอังกฤษที่เป็นบุคคลสำคัญลและได้รับการกล่าว ถึงคือกัปตันฟรานซิสไลท์ (พระยาราชกปิตัน)ผู้สร้างเกาะปีนังให้เป็นเมืองท่าสากล หลังจากนั้นได้สร้างเมืองอะดิเลส ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2352 สมัยรัชกาลที่ 2 พม่าได้ยกทัพมาตีเกาะถลางอีกครั้ง คราวนี้เจ้าเมืองถลางไม่สามารถ รักษาเมืองไว้ได้ ถูกพม่าตีแตกในวันที่ 13 มกราคม ในปีเดียวกันผู้คนบางส่วนได้อพยพ ไปอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ตอนเหนือของเกาะคือ พังงา
                พระยาถลาง (เจิม) รวบรวมชาวถลางเท่าที่เหลืออยู่ ตั้งเป็นเมืองใหม่ขึ้นที่บ้านท่าเรือ ระหว่างปี พ.ศ. 2354-2380 ต่อมาบุตรพระยาถลาง (เจิม) ชื่อ พระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ (แก้ว) ได้เป็นเจ้าเมืองภูเก็ตและได้รับ สิทธิ์ผูกขาดการทำเหมืองแร่ที่เมืองภูเก็ตทั้งหมด และเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2392 พระภูเก็ต (ทัต) บุตรชายได้เป็นเจ้าเมืองต่อมา และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิชิตสงคราม ท่านเป็น เจ้าเมืองนักพัฒนาอีกทั้งได้ค้นพบแหล่งแร่ดีบุกจำนวนมหาศาลบริเวณใกล้อ่าวทุ่งคา กิจการเหมืองแร่และการค้าใน เมืองภูเก็ตได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ท่านได้ริเริ่มสร้างเมือง อีกทั้งชักชวนให้พ่อค้าชาวจีนเข้ามาลงทุนค้าขายและทำ เหมืองแร่ดีบุก ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่วางรากฐานในการพัฒนาและสร้างเมืองภูเก็ตให้เติบโตขึ้น อย่างรวดเร็ว
               การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ
               ในปี พ.ศ. 2440 โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยสร้างขึ้นในชื่อ "โรงเรียนวรสิทธิ์" ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนหนังสือ แห่งแรกในมณฑลภาคใต้ฝั่งตะวันตก ตั้งอยู่ในบริเวณวัดมงคลนิมิตร โดยมีพระเทวพรหมาบดี, พระวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี สังฆปาโมกข์ (เพรา พุทธสโร) เป็นผู้ดำเนินการ (ครูใหญ่) ท่านผู้นี้ได้สร้างความ เจริญในด้านการศึกษาให้แก่โรงเรียนเป็นอันมาก
                               ในปี พ.ศ. 2444 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศร (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต คนที่ 4 เป็นผู้สร้างเมืองภูเก็ตยุคใหม่ พระยารัษฎาฯ ได้ชักชวนนักลงทุนชาวต่างประเทศ เข้ามาขุดแร่ดีบุกทั้งบนบกและใน ทะเล ยุคนี้ถือได้ว่าเป็นยุคทองของเมืองภูเก็ต ได้มีการจัดวางผังเมือง ตัดถนนใหม่ทั้งหมด ทั้งในเมืองและนอกเมือง สร้างตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัย สร้างศูนย์ราชการ อีกทั้งชักชวนให้ธนาคารชาเตอร์ ซึ่งเป็นธนาคารต่างชาติมาเปิด ดำเนินการที่ภูเก็ตเป็นแห่งแรกของประเทศไทย สร้างสถานีตำรวจ สร้างโรงพยาบาลวชิระและวางระบบ สารธรณูปโภคขั้นพื้นฐานขึ้นในเกาะภูเก็ต
                               ในปี พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนระบบการปกครองใหม่ขึ้นในประเทศไทย เกาะภูเก็ตได้ยกเลิกการ ปกครองแบบมณฑลมาเป็นการปกครองส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย จวบจนปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2515 อุตสาหกรรมแร่ดีบุกที่ได้ดำเนินมามากกว่า 300 ปี ได้ถึงยุคตกต่ำ ธุรกิจการท่องเที่ยว เข้ามาแทนที่และได้รับการส่งเสริมพัฒนา และเจิรญเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน

home